ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Trailsmotive
บทความทั้งหมด

ตู้คอนเทนเนอร์มีกี่ประเภท? รู้จัก 6 แบบและวิธีเลือกให้เหมาะกับสินค้า

สรุปตู้คอนเทนเนอร์ 6 ประเภทที่พบบ่อย พร้อมวิธีเลือกขนาด 20 ฟุต 40 ฟุต และ High Cube การอ่านข้อมูลบนตัวตู้ และปัจจัยที่ควรตรวจสอบก่อนยืนยัน

คู่มือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์โดย Trailsmotiveอ่านประมาณ 11 นาที

ตู้คอนเทนเนอร์ไม่มีจำนวนประเภทตายตัว เพราะอาจแบ่งตามรูปแบบโครงสร้าง การควบคุมอุณหภูมิ หรือชนิดสินค้า หากแบ่งตามแบบที่พบได้บ่อยในงานขนส่งระหว่างประเทศ บทความนี้สรุปไว้ 6 กลุ่ม ได้แก่ ตู้แห้ง ตู้สูง ตู้ควบคุมอุณหภูมิ ตู้เปิดหลังคา ตู้แฟลตแร็กหรือแพลตฟอร์ม และตู้แท็งก์

เวลาต้องเลือกตู้คอนเทนเนอร์ หลายทีมมักเริ่มจากคำถามว่า “ใช้ตู้ 20 ฟุตหรือ 40 ฟุตดี” แต่ความยาวเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง เพราะตู้ที่มีพื้นที่เพียงพออาจไม่เหมาะกับน้ำหนัก วิธีบรรจุ หรือเงื่อนไขของสินค้า

หากยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกตู้แบบไหน ลองเริ่มจากข้อมูลสินค้าก่อน เช่น สินค้าเป็นอะไร มีขนาดและน้ำหนักเท่าใด ต้องรักษาอุณหภูมิหรือไม่ และจะบรรจุด้วยรถยกหรือเครน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คัดเลือกประเภทตู้ได้ตรงกว่าการดูเพียงขนาด 20 หรือ 40 ฟุต

บทความนี้รวบรวมประเภทตู้ที่พบบ่อยในงานขนส่งระหว่างประเทศ พร้อมหลักคิดเบื้องต้นสำหรับเลือกตู้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมตู้ทุกแบบ และความพร้อมของตู้ยังขึ้นอยู่กับสายเรือ เส้นทาง และช่วงเวลาของแต่ละ Booking

สรุปประเภทตู้แบบเร็ว

  • ตู้แห้ง (Dry หรือ General Purpose): เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องรักษาอุณหภูมิ
  • ตู้สูง (High Cube หรือ HC): เพิ่มพื้นที่ในแนวสูง เหมาะกับสินค้าที่กินปริมาตรแต่น้ำหนักต่อหน่วยไม่มาก
  • ตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer): ใช้กับสินค้าที่ต้องรักษาอุณหภูมิและการหมุนเวียนอากาศ
  • ตู้เปิดหลังคา (Open Top หรือ Hardtop): ช่วยให้บรรจุสินค้าจากด้านบน หรือรองรับสินค้าที่สูงเกินช่องประตูตู้ปิด
  • ตู้แฟลตแร็กหรือแพลตฟอร์ม (Flat Rack หรือ Platform): เหมาะกับเครื่องจักรและสินค้าที่มีขนาดเกินกรอบตู้ทั่วไป
  • ตู้แท็งก์ (Tank Container): ใช้กับของเหลว ก๊าซ หรือสินค้าปริมาณมากบางประเภทภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ

รายการนี้ใช้ช่วยคัดเลือกตู้เบื้องต้นได้ ก่อนยืนยัน Booking แนะนำให้ส่งรายละเอียดสินค้าแก่สายเรือ ผู้รับจัดการขนส่งระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) หรือผู้รับผิดชอบ Booking เพื่อตรวจสอบสเปกและความพร้อมของตู้จริงอีกครั้ง

1. ตู้แห้ง (Dry หรือ General Purpose)

ตู้แห้งเป็นตู้ปิดสำหรับสินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องรักษาอุณหภูมิ เช่น สินค้าบรรจุกล่อง สินค้าบนพาเลต ชิ้นส่วน และวัตถุดิบบางประเภท ขนาดที่พบได้บ่อยคือ 20 ฟุตและ 40 ฟุต

ก่อนเลือกตู้แห้ง ลองตรวจข้อมูลต่อไปนี้ร่วมกัน

  • ขนาดรวมหลังบรรจุหีบห่อหรือขึ้นพาเลตผ่านช่องประตูได้หรือไม่
  • น้ำหนักรวมอยู่ในค่าที่ตู้ รถ และแผนการขนส่งรองรับหรือไม่
  • น้ำหนักกระจายบนพื้นตู้ได้เหมาะสมเพียงใด
  • สินค้าต้องการการระบายอากาศหรือการดูแลเฉพาะทางเพิ่มเติมหรือไม่
  • รถยก ทางลาด และพื้นที่หน้างานสอดคล้องกับช่องเปิดด้านท้ายตู้หรือไม่

คำว่า “ตู้ 20 ฟุต” หรือ “ตู้ 40 ฟุต” บอกความยาวภายนอกเป็นหลัก ยังไม่ได้บอกขนาดภายใน ช่องประตู น้ำหนักตู้เปล่า หรือน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของตู้แต่ละใบ

2. ตู้สูง (High Cube หรือ HC)

High Cube มีความสูงภายนอกมากกว่าตู้มาตรฐาน จึงเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในแนวตั้ง เหมาะกับสินค้าที่กินปริมาตรแต่มีน้ำหนักต่อหน่วยไม่สูงมาก เช่น กล่องหรือวัสดุที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา

การตัดสินใจอาจเริ่มจากสองคำถามง่าย ๆ

  1. พื้นที่ตู้เต็มก่อนถึงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดหรือไม่? หากสินค้าใช้พื้นที่จนเต็มก่อนถึงข้อจำกัดด้านน้ำหนัก ความสูงที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยให้จัดวางได้มากขึ้น
  2. น้ำหนักถึงข้อจำกัดก่อนพื้นที่เต็มหรือไม่? หากคำตอบคือใช่ พื้นที่เพิ่มเติมของ High Cube อาจไม่ได้ทำให้บรรทุกสินค้าได้มากขึ้น

นอกจากปริมาตรแล้ว ให้ดูความสูงของช่องประตู ความสูงสินค้าหลังบรรจุหีบห่อ ลักษณะทางเข้าโรงงาน และข้อจำกัดตลอดเส้นทางประกอบกัน

3. ตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer)

Reefer เหมาะกับสินค้าที่ต้องรักษาอุณหภูมิ เช่น อาหารสด อาหารแช่แข็ง วัตถุดิบบางชนิด และสินค้าที่มีเงื่อนไขด้านอุณหภูมิเฉพาะ ภายในตู้มีระบบทำความเย็นและช่องทางหมุนเวียนอากาศ พื้นที่ใช้สอยและวิธีจัดเรียงสินค้าจึงต่างจากตู้แห้ง

ข้อมูลที่ช่วยให้เลือก Reefer ได้ชัดขึ้น ได้แก่

  • ชนิดสินค้าและช่วงอุณหภูมิที่ต้องรักษา
  • สินค้าต้องแช่เย็น แช่แข็ง หรือควบคุมบรรยากาศเพิ่มเติมหรือไม่
  • อุณหภูมิของสินค้าก่อนบรรจุ และขั้นตอนเตรียมสินค้าของผู้ส่ง
  • รูปแบบการจัดเรียงที่ไม่ขวางการหมุนเวียนอากาศ
  • ความสูงบรรจุสูงสุดตามเส้นที่กำหนดภายในตู้
  • จุดจ่ายไฟและวิธีติดตามอุณหภูมิระหว่างรอหรือขนส่ง

Reefer มีหลายขนาดและหลายระบบ ค่าจากตู้รุ่นหนึ่งจึงอาจใช้แทนตู้ทุกใบไม่ได้ สามารถดูภาพรวมได้จาก ข้อมูล Reefer ของ MSC และขอสเปกของอุปกรณ์ที่จะใช้จริงก่อนยืนยัน Booking

4. ตู้เปิดหลังคา (Open Top และ Hardtop)

Open Top เปิดหลังคาเพื่อบรรจุสินค้าและมักปิดด้วยผ้าใบ ส่วน Hardtop ใช้หลังคาแบบถอดได้ ตู้กลุ่มนี้ช่วยรองรับสินค้าที่สูงเกินช่องประตูตู้ปิด หรือสินค้าที่เหมาะกับการยกเข้าจากด้านบนด้วยเครน

ตัวอย่างสินค้าอาจเป็นเครื่องจักร ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่เคลื่อนผ่านประตูท้ายในแนวปกติได้ยาก คู่มืออุปกรณ์ของ Hapag-Lloyd ระบุการใช้งาน Open Top สำหรับสินค้าสูง สินค้าน้ำหนักมาก และการบรรจุจากด้านบน อย่างไรก็ตาม การรับสินค้าแต่ละงานยังขึ้นอยู่กับขนาด น้ำหนัก จุดยก และวิธียึดสินค้า

ข้อมูลที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบได้เร็วขึ้น ได้แก่

  • ขนาดสินค้าในสภาพพร้อมขนส่ง รวมฐาน กล่อง และวัสดุป้องกัน
  • ตำแหน่งและระยะของส่วนที่สูงเกินกรอบตู้
  • น้ำหนักรวม จุดศูนย์ถ่วง และตำแหน่งรับน้ำหนัก
  • วิธีและจุดยกสินค้า
  • แผนคลุม ป้องกัน และยึดสินค้า
  • พื้นที่และอุปกรณ์ของทั้งต้นทางและปลายทาง

5. ตู้แฟลตแร็กและแพลตฟอร์ม (Flat Rack และ Platform)

Flat Rack มีพื้นและโครงปลายตู้ แต่ไม่มีผนังด้านข้างแบบตู้ปิด จึงมักใช้กับเครื่องจักร ยานพาหนะ หรือสินค้าที่กว้างหรือสูงเกินกรอบตู้ทั่วไป ส่วน Platform เหลือพื้นรับสินค้าเป็นหลักและใช้กับงานเฉพาะทางมากขึ้น

สำหรับตู้ประเภทนี้ น้ำหนักรวมเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง ยังต้องดูความยาวสินค้า ตำแหน่งวาง จุดศูนย์ถ่วง การกระจายน้ำหนัก และวิธียึดสินค้า เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้น้ำหนักที่รองรับได้จริงต่างจากตัวเลขสูงสุดในเอกสาร

การเตรียมแบบหรือรูปสินค้าจากหลายมุม พร้อมระบุตำแหน่งจุดยก จุดรองรับ และส่วนที่เกินกรอบ จะช่วยให้สายเรือและผู้เชี่ยวชาญตรวจแผนบรรจุและยึดสินค้าสำหรับงานนั้นได้ละเอียดขึ้น

6. ตู้แท็งก์ (Tank Container)

Tank Container ใช้ขนส่งของเหลว ก๊าซ หรือสินค้าปริมาณมากบางประเภท โดยถังติดตั้งอยู่ในกรอบที่รองรับการขนส่งหลายรูปแบบ การเลือกถังเกี่ยวข้องกับความเข้ากันได้ของสินค้า การทำความสะอาด สารตกค้าง อุณหภูมิ ความดัน และข้อกำหนดเฉพาะ

หากสินค้าเป็นของเหลวหรือวัตถุอันตราย แนะนำให้ส่งชื่อสินค้า เอกสารความปลอดภัย ปริมาณ และเงื่อนไขทั้งหมดแก่ผู้ให้บริการ Tank และสายเรือโดยตรง คู่มือ Hapag-Lloyd ระบุเพิ่มเติมว่าการขนส่งทางถนนหรือราง รวมถึงการทำความสะอาดถัง มีข้อกำหนดที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก

เลือก 20 ฟุต, 40 ฟุต หรือ 40 ฟุต High Cube อย่างไร

ขนาดตู้ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาตร น้ำหนัก และรูปแบบการบรรจุร่วมกัน

20 ฟุตอาจเหมาะเมื่อ

  • สินค้ามีปริมาตรไม่มากหรือมีน้ำหนักหนาแน่น
  • จำนวนพาเลตและขนาดรวมจัดวางได้โดยไม่เหลือช่องว่างมากเกินไป
  • น้ำหนักสินค้าและการกระจายน้ำหนักอยู่ในข้อจำกัดของตู้ รถ และเส้นทาง

40 ฟุตอาจเหมาะเมื่อ

  • สินค้าต้องการความยาวหรือปริมาตรมากขึ้น
  • จำนวนกล่องหรือพาเลตลงตัวกับแผนจัดเรียงในตู้
  • น้ำหนักรวมไม่ถึงข้อจำกัดก่อนใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า

40 ฟุต High Cube อาจเหมาะเมื่อ

  • สินค้าต้องการพื้นที่ในแนวสูงหรือมีปริมาตรมาก แต่น้ำหนักต่อหน่วยไม่สูง
  • ความสูงสินค้าและอุปกรณ์ผ่านช่องประตูและจัดเรียงภายในได้
  • หน้างานและเส้นทางรองรับความสูงของตู้ตามแผน

การคำนวณจากปริมาตรรวมเพียงอย่างเดียวอาจคลาดเคลื่อนได้ เพราะขนาดกล่อง พาเลต ช่องว่างสำหรับยึดสินค้า และลำดับการบรรจุ ล้วนมีผลต่อพื้นที่ที่ใช้ได้จริง

อ่านข้อมูลอะไรจากตัวตู้ก่อนบรรจุ

รหัส Size and Type ตาม ISO 6346 ช่วยระบุความยาว ความสูง และกลุ่มประเภทของตู้ ส่วนเครื่องหมายบนประตูหรือด้านข้างจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น น้ำหนักรวมสูงสุด (maximum gross weight) น้ำหนักตู้เปล่า (tare weight) น้ำหนักบรรทุกสูงสุด (maximum payload) และความจุ

Bureau International des Containers (BIC) อธิบายว่ารหัสสองตำแหน่งแรกใช้บอกขนาด ส่วนสองตำแหน่งหลังใช้บอกประเภทและคุณลักษณะของตู้ ตัวอย่างกลุ่มรหัสที่พบได้ ได้แก่ General Purpose, Refrigerated, Open Top, Platform และ Tank

เมื่อตู้จริงมาถึง การถ่ายภาพหมายเลขตู้ รหัสประเภท และค่าบนประตูเก็บไว้ จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าเป็นตู้ชนิดเดียวกับที่ยืนยันใน Booking ตำแหน่งของข้อมูลแต่ละรายการดูได้จาก คู่มือเครื่องหมายบนตู้ของ BIC

ข้อควรจำ: สเปกจากเว็บไซต์หรือคู่มือเหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบเบื้องต้น ขนาดภายใน ช่องประตู น้ำหนักตู้เปล่า และน้ำหนักบรรทุกสูงสุดอาจต่างกันตามผู้ให้บริการ รุ่น และชุดหมายเลขตู้ ข้อมูลบนตู้จริงและเอกสารล่าสุดจึงควรเป็นข้อมูลหลักก่อนเริ่มบรรจุ

ข้อมูลที่ช่วยให้เลือกตู้ได้ง่ายขึ้น

เมื่อต้องการให้สายเรือ Freight Forwarder หรือผู้เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบประเภทตู้ การส่งข้อมูลต่อไปนี้ไปพร้อมกันจะช่วยลดการถามกลับหลายรอบ

  • ชื่อและลักษณะสินค้า
  • จำนวนชิ้น กล่อง หรือพาเลต
  • ขนาดต่อหน่วยหลังบรรจุหีบห่อ และขนาดรวมของสินค้าที่ประกอบแล้ว
  • น้ำหนักต่อหน่วย น้ำหนักสินค้ารวม และน้ำหนักวัสดุบรรจุ
  • รูปสินค้า แบบ หรือ Packing List
  • วิธีบรรจุและขนถ่าย เช่น รถยก เครน หรือการยกจากด้านบน
  • เงื่อนไขด้านอุณหภูมิ ความชื้น หรือการระบายอากาศ
  • สถานะสินค้าอันตรายหรือข้อกำหนดเฉพาะ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • จุดรับตู้ โรงงาน จุดคืนตู้ วันที่ และกำหนดของ Booking
  • ประเภทตู้ที่กำลังพิจารณาและข้อมูลที่ยังรอยืนยัน

หากรายละเอียด Booking ยังไม่ครบ สามารถใช้ เช็กลิสต์ข้อมูลสำหรับจองรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อรวบรวมข้อมูลของเที่ยวไปพร้อมกัน

จุดที่มักพลาดเมื่อเลือกตู้

  • ดูเฉพาะชื่อ 20 ฟุตหรือ 40 ฟุต โดยไม่ได้เทียบช่องประตูกับขนาดภายใน
  • เข้าใจว่า High Cube รับน้ำหนักได้มากขึ้นเพราะมีพื้นที่มากขึ้น
  • ใช้น้ำหนักสินค้าอย่างเดียว โดยไม่รวมพาเลต บรรจุภัณฑ์ และวัสดุยึด
  • ไม่ได้ระบุส่วนที่สูง กว้าง หรือยาวเกินกรอบตู้
  • ส่งเพียงปริมาตรรวมโดยไม่มีขนาดต่อกล่องหรือแผนจัดเรียง
  • ยืนยันตู้ชนิดพิเศษก่อนตรวจอุปกรณ์และพื้นที่ของต้นทางกับปลายทาง
  • ใช้สเปกตัวอย่างแทนข้อมูลบนตู้จริง

ก่อนยืนยันตู้ ลองเช็กให้ครบอีกครั้ง

  • ประเภท ขนาด และรหัสตู้สอดคล้องกับสินค้าหรือไม่
  • ขนาดภายใน ช่องเปิด น้ำหนักตู้เปล่า และน้ำหนักบรรทุกสูงสุดเป็นเท่าใด
  • สายเรือและเส้นทางมีตู้ประเภทนี้พร้อมในวันที่ต้องการหรือไม่
  • ยังต้องส่งรูป แบบ เอกสารสินค้า หรือแผนยึดเพิ่มเติมหรือไม่
  • จุดรับ–คืนตู้และหน้างานรองรับตู้กับอุปกรณ์ที่เลือกหรือไม่
  • การขนส่งทางถนนต้องเตรียมรถ อุปกรณ์ หรือเงื่อนไขเพิ่มเติมอย่างไร

รายละเอียดทางเทคนิคสามารถเปรียบเทียบเบื้องต้นได้จาก คู่มือ Container Specification ของ Hapag-Lloyd จากนั้นให้ผู้รับผิดชอบตรวจสเปกและความพร้อมสำหรับ Booking นั้นอีกครั้งก่อนยืนยัน

เมื่อเลือกประเภทตู้ได้แล้ว ขั้นถัดไปคือส่งเส้นทาง วันเวลา Booking น้ำหนัก และเงื่อนไขหน้างานให้ทีมขนส่งช่วยวางแผนรถ ดูภาพรวมได้ที่ ขั้นตอนการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ หรือ ส่งรายละเอียดงานเท่าที่มีให้ทีม Trailsmotive ตรวจสอบ

อ่านต่อ

มี Booking ที่ต้องวางแผนขนส่ง?

ส่งต้นทาง ปลายทาง วันที่ ประเภทตู้ และจำนวนเที่ยวให้ทีมช่วยตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้น